วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563

ไทยพบติด"โควิด" อีก 2 รายจากสหรัฐ ทุกรายไม่มีอาการ ยอดผู้ป่วยสะสมทั่วโลก 32 ล้านราย

 


เมื่อวันที่ 24 ก.ย.63 ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เปิดเผยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย ล่าสุดพบผู้ป่วยรายใหม่ 2 ราย จึงมียอดผู้ป่วยยืนยันสะสมอยู่ที่ 3,516 ราย มีผู้ที่หายป่วยและกลับบ้านเพิ่ม 8 ราย ทำให้มียอดสะสมของผู้ที่รักษาหายแล้วอยู่ที่ 3,353 ราย มียอดสะสมผู้เสียชีวิตยังอยู่ที่ 59 ราย รักษาตัวในโรงพยาบาล 104 ราย  


สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ 2 ราย เป็นคนไทยที่กลับจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งรายแรกเป็นชายไทย อายุ 38 ปี อาชีพทำธุรกิจส่วนตัว เดินทางมาถึงไทยเมื่อวันที่ 10 ก.ย. เข้าพักในสถานกักกันของรัฐที่กรุงเทพฯ และจากการเข้ารับการตรวจหาเชื้อครั้งที่ 2 ในวันที่ 23 ก.ย. ผลตรวจพบเชื้อ แต่ไม่มีอาการ รายที่ 2 เป็นหญิงไทย อายุ 54 ปี อาชีพครูสอนภาษาอังกฤษ เดินทางมาถึงไทยเมื่อวันที่ 17 ก.ย. เข้าพักในสถานกักกันของรัฐในกรุงเทพฯ  และจากการเข้ารับการตรวจหาเชื้อครั้งที่ 1 ในวันที่ 21 กย. ผลตรวจพบเชื้อ แต่ไม่มีอาการ


สำหรับสถานการณ์ทั่วโลก ยอดผู้ติดเชื้อรวม 32,092,294 ราย อาการรุนแรง 62,377 ราย รักษาหายแล้ว 23,676,049 ราย เสียชีวิต 981,958 ราย โดยประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด คือ สหรัฐอเมริกา มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 7,139,553 ราย  รองลงมาคือ อินเดีย 5,730,184 ราย บราซิล 4,627,780 ราย  รัสเซีย 1,122,241 ราย  โคลอมเบีย 784,268 ราย 


ส่วนประเด็นที่น่าสนใจในต่างประเทศนั้น สมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) สนับสนุนให้ตรวจหาเชื้อโควิด-19 ที่ท่าอากาศยานขาออก แทนการกักตัว โดยผู้อำนวยการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารไออาต้า กล่าวว่า เขาเสนอให้ใช้การตรวจโรคโควิด-19 แบบเป็นระบบที่ท่าอากาศยานขาออก ซึ่งใช้เวลาเพียง 15 นาที แทนการให้ผู้เดินทางต้องไปกักตัวขาเข้าหลายวัน วิธีนี้สามารถตรวจหาเชื้อไวรัสได้เกือบทุกราย แก้ปัญหาการนำเชื้อเข้าประเทศ การควบคุมการตรวจด้อยคุณภาพ และผลตรวจหลอกลวง ทั้งนี้ไออาต้า หวังว่าจะมีชุดตรวจในเร็วๆ นี้ตามข้อมูลของบริษัทดูแลสุขภาพที่กำลังแข่งกันพัฒนาอยู่ 


ด้านนักเศรษฐศาสตร์ของไออาต้า กล่าวว่า การเดินทางช่วงฤดูร้อนที่ซบเซาทำร้ายอุตสาหกรรมการบินที่มีปัญหาทางการเงินอยู่แล้วจากการเดินทางที่ลดลงทั่วโลก เพราะโรคโควิด-19 และกำลังจะเผชิญกับฤดูหนาวที่ท้าทาย เพราะมาตรการจำกัดการเดินทางยังคงไม่ลดลง ทำให้จำนวนคนเดินทางยังไม่กลับมา

เจ.ดี.พูลส์แฟรนไชส์ไทยรางวัลนวัตกรรมยอดเยี่ยม เปิดบ้านชมสระว่ายน้ำให้ผ่อน 0 % นาน 6 เดือน

 


เจ.ดี.พูลส์ผ่านเกณฑ์คัดเลือกกระทรวงพาณิชย์คว้ารางวัลแฟรนไชส์ไทยนวัตกรรมยอดเยี่ยม เผยความสำเร็จเพราะประสบการณ์ 24 ปีไม่หยุดนิ่ง ลงทุนด้านนวัตกรรมต่อเนื่องยากเลียนแบบจับจองอันดับ 1 ตลาดสระว่ายน้ำไทย จัดโอเพ่นเฮ้าส์พร้อมแคมเปญ “ว่ายก่อน ผ่อนที่หลัง” ให้ผ่อนสระ 0 % นาน 6 เดือน


ตามที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับองค์กรต่างๆจัดงาน “Thailand Franchise Award 2020” เพื่อมอบโล่รางวัลให้กับธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีการพัฒนาศักยภาพและมาตรฐาน ซึ่ง 1 ในผู้ได้รับรางวัลแฟรนไชส์ไทยที่มีความโดดเด่นเฉพาะด้านจากนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ คือ บริษัท เจ.ดี.พูลส์ จำกัด เจ้าของแฟรนไชส์ J.D.Pools ด้วยรางวัลแฟรนไชส์ไทยนวัตกรรมยอดเยี่ยม (Best Innovation Franchise)นั้น


นายธนูศักดิ์ พึ่งเดช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ.ดี.พูลส์ จำกัด เปิดเผยว่าการที่เจ.ดี.พูลส์ ได้รับรางวัลในครั้งนี้เพราะสามารถผ่านเกณฑ์การประเมินด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การให้บริการและนำความรู้ด้านนวัตกรรมมาใช้ในการผลิต การบริการ การตลาด รวมถึงมีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา


“เราอยู่ในตลาดแฟรนไชส์มา 24 ปีแล้ว มียอดขายมากกว่า 16,000 สระทั่วประเทศ  มีโอกาสได้นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีต่อผู้บริโภค สระว่ายน้ำของเจ.ดี.พูลส์มีการพัฒนาด้านนวัตกรรม แตกต่างจากสระดั้งเดิมทั่วไปจากการก่อผนังซีเมนต์ปูกระเบื้องใช้เวลาก่อสร้างนาน 2-3 เดือน และมักมีปัญหาตามมาภายหลังคือการรั่วซึม กระเบื้องหลุดร่อน บางครั้งเป็นอันตรายบาดเท้าซ่อมยาก อายุการใช้งานไม่ยาวนาน มาเป็นสระคอนกรีตผนังสำเร็จที่แข็งแรงทนทานก่อสร้างในเวลาอันรวดเร็วเพียง 2 สัปดาห์ว่ายน้ำได้ อีกทั้งยังลดต้นทุนได้มากกว่าเดิม 20-30 %” นายธนูศักดิ์กล่าว


นวัตกรรมของเจ.ดี.พูลส์ เริ่มต้นจาก iPanel Liner Pool หรือสระคอนกรีตผนังสำเร็จอัจฉริยะที่ออกแบบได้ทุกรูปทรงตามจินตนาการ ไม่จำกัดขนาด มีระบบปิดผิวหลายชั้นเพื่อความแข็งแรง ทนทาน ป้องกันการรั่วซึมและมีลวดลายสวยงามใกล้เคียงธรรมชาติ เหมาะสำหรับผู้ต้องการสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ ผนังอัจฉริยะนี้มีการจดสิทธิบัตรป้องกันการลอกเลียนแบบพัฒนาการต่อมาคือ Composite Pool หรือสระไฟเบอร์กลาส เป็นเทคโนโลยีที่นำเข้ามาจากออสเตรเลีย แล้วมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่เหมาะกับคนไทย ใช้แม่พิมพ์ออกแบบรูปสระว่ายน้ำแล้วทำออกมาสำเร็จรูป เป็นการตอบโจทย์ผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการทำพูลวิลล่าในราคาประหยัด  สามารถวางลอยหรือฝังดินก็ได้ หรือการออกรุ่น CadioPool เป็นสระว่ายน้ำเพื่อสุขภาพขนาดกว้าง 2.2 เมตร ยาว 3-11 เมตร ที่ตอบโจทย์ตลาดที่อยู่อาศัยของครอบครัวระดับกลาง


“นวัตกรรมของเจ.ดี.พูลส์นี้ยากแก่การเลียนแบบเพราะต้องลงทุนจำนวนมากประกอบกับทางเจ.ดี.พูลส์ได้จดสิทธิบัตรไว้แล้ว”นายธนูศักดิ์กล่าว


นอกจากนวัตกรรมของตัวสระว่ายน้ำแล้ว ยังมีนวัตกรรมระบบกรองน้ำซึ่งเดิมเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อนแต่เจ.ดี.พูลส์ทำให้เป็นเรื่องที่ง่าย สะดวกสบายและประหยัดกว่าด้วยระบบฟอกน้ำแบบCompact Filter นอกจากนี้ยังมีการดูแลคุณภาพน้ำจากเดิมที่ใช้คลอรีนฆ่าเชื้อโรคซึ่งบางคนไม่ชอบกลิ่น  หรืออาจรู้สึกแพ้แสบจมูกแสบตา มาใช้ระบบเกลือเพื่อสุขภาพ สามารถรักษาสภาพน้ำโดยไม่ใช้สารเคมี จนถึงปัจจุบันพัฒนาระบบ Mineral Swim การใช้แร่ธาตุบริสุทธิ์จากทะเลสาบเดดซี อิสราเอลกับการเติมโอโซนธรรมชาติ ซึ่งนอกจากจะฆ่าเชื้อโรคในน้ำแล้วยังช่วยให้ผิวพรรณดีขึ้น มีความรู้สึกผ่อนคลายเมื่อว่ายน้ำในสระเจ.ดี.พูลส์แล้วมีความสุขมากขึ้น


ปัจจุบันเจ.ดี.พูลส์ มี21 สาขาทั่วประเทศ และ 7 สาขาในต่างประเทศ (พม่า 3 สาขา กัมพูชา ลาว อินเดีย และโมร็อกโค)  พร้อมกันนี้ยังมีบริษัท พูล โปรแอนด์แล็บ จำกัด เป็นศูนย์บริการดูแลคุณภาพน้ำและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สระว่ายน้ำทั้งระบบใหม่และระบบเก่า  มีแล็บตรวจเช็คคุณภาพน้ำด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ที่ต่อไปจะพัฒนาเป็นศูนย์บริการสระว่ายน้ำครบวงจรอยู่ในสาขาทั้ง 21 แห่งทั่วประเทศ


ด้านการตลาดในปัจจุบันนายธนูศักดิ์กล่าวว่าเน้นด้านออนไลน์ซึ่งทำมาต่อเนื่อง 5 ปีแล้วในปีนี้แม้จะมีสถานการณ์โควิดซึ่งกระทบต่อตลาดโครงการแต่กลับเพิ่มยอดขายด้านตลาดที่อยู่อาศัยที่มีลูกค้าติดต่อเข้ามาทางออนไลน์เดือนละกว่า 100 ราย ซึ่งตนเห็นว่าประกอบด้วยหลายปัจจัย  เช่น การอยู่บ้านหรือทำงานจากบ้านมากขึ้น  การใส่ใจด้านสุขภาพมากขึ้น  และการที่ไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี 2564 


กรรมการผู้จัดการเจ.ดี.พูลส์ กล่าวทิ้งท้ายว่าเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองรางวัล Best Innovation Franchise เจ.ดี.พูลส์จึงได้จัดกิจกรรม Open House เปิดบ้านชมสระ มีแคมเปญให้ผู้สนใจได้สัมผัสประสบการณ์ทดลองว่ายน้ำในสระจริง ได้ชมสระโฉมใหม่และนวัตกรรมที่ล้ำสมัยที่เจ.ดี.พูลส์ทุกสาขาทั่วประเทศ พร้อมแคมเปญสระว่ายน้ำผ่อนได้ดอกเบี้ย 0%นาน6 เดือน เริ่มต้นที่ 35,000 บาท/เดือน ใน 4 รุ่นฮิตที่เลือกได้ทั้งนี้จะนำนวัตกรรมต่างๆไปโชว์ในงานบ้านและสวนแฟร์ 2020 ที่จะจัดขึ้นเร็วๆนี้ด้วย


ทั้งนี้ งานบ้านและสวนแฟร์ วันที่ 30ตุลาคม – 8 พฤศจิกายน 2563 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

 


(24 ก.ย. 2563) เกือบ 40 ปีที่ "ป๋าเปรม" พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ พำนักในบ้านสี่เสาเทเวศร์ ตั้งแต่สมัยเป็น ผบ.ทบ. จนถึงนายกรัฐมนตรี แล้วก้าวมาสู่ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ บ้านในตำนานหลังนี้ได้ผ่านเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่สำคัญมามากมายพร้อมกับตัวท่าน จนจวบวาระสุดท้ายในชีวิตที่ได้จากไปพร้อมกัน เหลือไว้เพียงความทรงจำ และบันทึกเป็นประวัติศาสตร์


ทุกครั้งที่ "บ้านสี่เสาฯ" เปิดประตูออก จะต้องมีคณะบุคคลสำคัญระดับประเทศ บิ๊กทหาร บิ๊กตำรวจ นักการเมือง เดินเข้าไปเพื่อคารวะเนื่องในโอกาสและวาระต่างๆ ที่พักหลังนี้จึงเปรียบเสมือนศูนย์กลางอำนาจ ของกองทัพและการเมือง ด้วยบทบาทของ "พล.อ.เปรม" ในฐานะผู้มากบารมี ผู้อาวุโสของชาติ รัฐบุรุษหนึ่งเดียวของประเทศ ไม่ว่าจะเกิดปัญหาต่างๆ ในบ้านเมือง หรือกองทัพ หรือแม้แต่วิกฤติทางการเมือง "ป๋าเปรม" มักจะเป็นคำตอบสุดท้ายที่ทุกคนต้องเข้ามาขอคำปรึกษาเพื่อหาทางออก และจะกลับไปด้วยข้อคิดที่ดี ด้วยประสบการณ์ของท่านที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน จึงได้นำกลับไปแก้ปมปัญหาต่างๆ จนสำเร็จลุล่วง

 

เส้นทาง พล.อ.เปรม กำเนิดจากเหล่าทหารม้า ไต่เต้าเป็นผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า จนมาถึงแม่ทัพภาคที่ 2 แล้วก้าวขึ้นสู่ ผบ.ทบ. กระทั่งได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 16 ทำให้บทบาทของ พล.อ.เปรม เป็นที่เคารพไปทุกวงการ นั่นยิ่งทำให้บารมีของ พล.อ.เปรม เบ่งบาน และมิใช่เพิ่งมาเกิดตอนที่เป็น ผบ.ทบ. หรือ นายกฯ หรือ ประธานองคมนตรี แต่เกิดจาก พล.อ.เปรม ได้สั่งสมได้สร้างด้วยความเป็นคนมีน้ำใจ จึงทำให้บารมีนี้อยู่คู่ตัวไปตลอดกาล



ทุกวิกฤติของประเทศ ทุกปัญหาของชาติ ทั้งในเรื่องกองทัพ หรือปัญหาบ้านเมือง "พล.อ.เปรม" เป็นผู้เดียวที่มองทะลุถึงปัญหาต่างๆ พร้อมกับมีคำแนะนำ คำเสนอแนะ ให้กับผู้ที่มาขอคำปรึกษาจนมีทางออกเสมอ จนบางครั้งวงการทหารมักจะเอ่ยปาก "หากมีปัญหา ถามหาป๋าได้"


แต่หลังจากการถึงอสัญกรรมของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 26 พ.ค.62 จากอาการป่วยระบบหัวใจล้มเหลว และจากไปในวัย 98 ปี "บ้านสี่เสาเทเวศร์" ก็เริ่มเงียบเหงา บรรยากาศดูเศร้าโศก เพราะเหมือนขาดเสาหลักของบ้านหลังนี้ไป ทำให้นายทหารในบ้าน และลูกๆ ป๋าต่างเริ่มทยอยเก็บข้าวของและของใช้ส่วนตัวท่านด้วยความอาลัย เพื่อไปไว้ยังพิพิธภัณฑ์พธำมะรงค์ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เพื่อให้ประชาชนได้แสดงความเคารพและรำลึกถึงท่านด้วย



จากนั้นบ้านสี่เสาฯก็ถูกส่งคืนให้กรมสวัสดิการทหาร เพื่อมอบต่อให้ "กองทัพบก" ก่อนจะถึงมือ "สำนักพระราชวัง" เมื่อ 31 ต.ค.2562 ก็ได้เข้ามาสำรวจพื้นที่และรอบๆ ตัวบ้าน ซึ่งยังมีโครงสร้างที่ดี แม้กาลเวลาจะผ่านไปมากกว่า 50 ปี เพราะบ้านสี่เสาฯแห่งนี้เคยเป็นบ้านพักประจำตำแหน่งของ "จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์" ตั้งแต่เป็น ผบ.ทบ. และนายกรัฐมนตรี คนที่ 11 ของประเทศไทย ที่ "จอมพลสฤษดิ์" มีดำริให้สร้างขึ้นมา โดยยึดโยงที่ตั้งใกล้พื้นที่กองทัพบก สวนรื่นฤดี และเดิมบริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของเสาไฟฟ้า 4 ต้น รองรับหม้อแปลงจ่ายไฟให้กับรถรางสายเทเวศร์-ท่าเตียน ผู้คนจึงเรียกขานว่า "สี่เสา" ส่วน "เทเวศร์" มีที่มาจากชื่อของวังเทเวศร์ ที่ตั้งอยู่ถนนกรุงเกษม ปากคลองผดุงกรุงเกษม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ


โดยบ้านสี่เสาเทเวศร์ ตั้งอยู่เลขที่ 279 ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ซึ่งเคยเป็นที่พักทั้งของ "จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์" อดีตนายกฯ และ "พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์" อดีตประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ แต่หลังจากคืนให้กองทัพบก ส่งต่อให้สำนักพระราชวัง ปัจจุบันได้ให้เจ้าหน้าที่เข้ามารื้อถอนแล้วบางส่วน โดยมีเครื่องจักรกลขนาดใหญ่กำลังรื้อถอนบ้านพักในส่วนที่เป็นปูน ขณะที่หน้าบ้านที่เคยเป็นป้อมรักษาการณ์ได้ถูกทุบไปแล้วเช่นกัน เหลือเพียงเศษหิน เศษปูน เป็นกองๆ ส่วนบริเวณหลังบ้าน มีเครื่องจักรขนาดใหญ่กำลังทำงาน แต่บริเวณที่มีต้นไม้ใหญ่อยู่ ยังไม่มีการตัดหรือรื้อถอนกำแพงบ้านออก



บ้านสี่เสาฯมีกำแพงหน้าบ้าน พร้อมประตูเข้าออก 2 ซ้าย-ขวา ตรงกลางจะปลูกต้นไม้สูงไว้คล้ายกำแพง มีลานสนามหญ้า และสวนหย่อมกับบ่อน้ำขนาดใหญ่ ตัวบ้านส่วนใหญ่เป็นปูนสีขาว หลังคาเป็นทรงหน้าจั่วปูกระเบื้องสีน้ำเงิน ปีกซ้ายภายในตัวบ้านชั้นล่างเป็นห้องรับรอง ด้านขวาเป็นที่พักของทหารประจำบ้าน ด้านหลังเป็นห้องนั่งเล่น เคยมีเปียโนตัวโปรดตั้งอยู่ ผนังบ้านในมุมต่างๆ จะมีรูปถ่ายของ พล.อ.เปรม ประดับไว้ภายใน ส่วนชั้น 2 เป็นห้องนอนโล่ง


ด้านนอกตัวบ้านนับเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ทางการเมือง พล.อ.เปรม มักใช้เป็นที่ประกอบพิธีในโอกาสต่างๆโดยพูดกับผู้ที่เข้าพบในวาระต่างๆ โดยเฉพาะประตูเหล็กสีเทากำแพงด้านข้างตัวบ้านก็มีตำนานเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวข้องกับเหตุการปฏิวัติรัฐประหาร ที่บุคคลสำคัญๆ หรือนายทหาร ที่มาขอคำปรึกษาใช้เดินเข้า-ออกประจำ แทนการใช้ประตูด้านหน้า



ส่วนห้องที่ พล.อ.เปรม ชอบมากที่สุดคือ จะเป็นห้องรับแขกเล็ก ซึ่งเป็นห้องดนตรีเก่า อยู่โซนด้านหน้าของตัวบ้าน พล.อ.เปรม มักจะมาร้องเพลง เล่นเปียโน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงต่อวัน ห้องนี้เปรียบเสมือนห้องแห่งความสุข เพราะเวลาเล่นดนตรีจึงไม่อยากไปไหน มีความสุขด้วย บางทีเล่นคนเดียว ร้องเพลงคนเดียว ส่วนกิจวัตรระหว่างวัน ท่านเป็นคนอ่านหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ดูข่าวทางโทรทัศน์ และกีฬา กอล์ฟ เทนนิส รวมทั้งการออกกำลังกาย แต่ที่สำคัญจะให้เวลากับตัวเองในการเดินออกกำลังกาย 30 นาทีในสวน


นับจากนี้อีก 1 อาทิตย์ บ้านสี่เสาเทเวศร์ ตำนานบ้านพัก 2 ผบ.ทบ. 2 นายกรัฐมนตรี ที่ถือว่าเป็นบ้านอันทรงพลัง ผ่านบันทึกหน้าประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานจะถูกทุบทิ้งจนไม่เหลือแม่แต่ซากอิฐ หิน ปูน ทุกอย่างจะถูกรื้อถอนจนเกลี้ยง และจะเหลือไว้แต่เพียงความทรงจำของถนนสายอำนาจทางการเมือง การทหาร ถือเป็นการปิดฉากบ้านสี่เสาฯอย่างสมบูรณ์.


Credit: https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/1935681


ผู้เขียน : คชสีห์ 88


กราฟิก : Taechita Vijitgrittapong

"พล.อ.พรพิพัฒน์-ว่าที่ผบ.ทบ." ประกาศปกป้องค้ำจุนสถาบันพระมหากษัตริย์

 


23 ก.ย.2563 - ที่กองบัญชาการกองทัพบก(บก.ทบ.)จัดพิธีเทิดเกียรติและอำลาชีวิตราชการทหารชั้นนายพล ขึ้นที่กองบัญชาการกองทัพบก ถ.ราชดำเนินนอก ตามแนวทางของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่ต้องการรำลึกถึงสถานที่ตั้งโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (รร.จปร.)ในอดีต ซึ่งคือที่ตั้งของกองทัพบกในปัจจุบันใกล้กับสะพานมัฆวานรังสรรค์ ทั้งนี้ มีนายพลทหารบกอัตราพลเอกพิเศษที่เกษียณฯ เช่น พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.)พล.อ.อภิรัชต์ พล.อ.ชัยชนะ นาคเกิด รองผบ.ทสส. พล.อ.กู้เกียรติ ศรีนาคา รองปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ณพนต์ สร้างสมวงศ์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.จักรชัย โมกขะสมิต ประธานคณะที่ปรึกษา ทบ.ฯลฯ พร้อมนายพลทหารบก258 นาย รวม266 นาย( ยอดรวมนายพลทหารบกเกษียณปีนี้340 นาย) เข้าร่วมพิธี


พล.อ.พรพิพัฒน์ ได้นำคณะถวายสักการะพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ที่ห้องพระบารมีปกเกล้า พิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ จากนั้นเป็นกิจกรรมนักเรียนนายร้อยโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ที่ลานหน้าพิพิธภัณฑ์ฯ โดยผู้แทนนักเรียนนายร้อย กล่าวตั้งปณิธาน “เดินตามรอยเท้า” โดยกล่าวว่า “รู้สึกซาบซึ้งในความเสียสละ และคุณงามความดีของทุกท่าน ขอตั้งปณิธานทำตามเพื่อปฏิบัติตามรอยเท้าของท่านโดยจะปฏิบัติตนให้สมศักดิ์ศรีความเป็นชายชาติทหาร จะอยู่ในศีลธรรมอันดีของศาสนา ปฏิบัติภารกิจด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ มีสติไตร่ตรองและใช้วิจารณญาณอันเหมาะสมจะหมั่นฝึกฝนและพัฒนาตนให้มีความสามารถรอบด้านเพื่อให้การปฏิบัติภารกิจได้อย่างเต็มขีดความสามารถ ตระหนักถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญทั้งนี้เพื่อดำรงรักษาและปกป้องสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ตลอดจนประชาชน ให้มีความผาสุก เกิดความรักความสามัคคีในสังคม อย่างเป็นปีกแผ่นมั่นคง”


และผู้ร่วมพิธีทั้งหมดร้องเพลง “รั้วแดงกำแพงเหลือง และมนต์มัฆวาน”จากนั้น วงขลุ่ยกลอง 8 นายจาก รร. จปร.ได้นำแถวนายพลเกษียณเดินเท้ามาตั้งแถวถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5หน้าหอประชุมกิตติขจร พร้อมกล่าวปฏิญาณตน3 ครั้งว่า ”ข้าพระพุทธเจ้าจะรักษามรดกของพระองค์ท่านไว้ด้วยชีวิต” ก่อนเข้าหอประชุมเพื่อกระทำพิธีเทิดเกียรติ


พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก กล่าวเทิดเกียรติว่า ในนามกองทัพบกขอแสดงมุทิตาจิตต่อทุกท่านด้วยความเคารพรักเป็นอย่างยิ่งยิ่ง การปฏิบัติหน้าที่ด้วยการยึดมั่นอุดมการณ์ทหารมาตลอดชีวิตรับราชการ ทุกท่านได้สร้างประโยชน์ให้กองทัพและประเทศชาติ เป็นอเนกประการด้วยการอุทิศกำลังกาย กำลังใจ ดำเนินภารกิจทุกด้านของกองทัพเพื่อพิทักษ์รักษา เอกราช อธิปไตย ความสงบเรียบร้อยของชาติและผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ ปกป้อง ค้ำจุนสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความจงรักภักดีอย่างสูงสุด ตลอดจนสนับสนุนในการแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติ พัฒนาประเทศ และช่วยเหลือประชาชน ซึ่งปรากฏเป็นผลงานและเกียรติประวัติอันน่ายกย่อง ส่งผลให้กองทัพมีความเข้มแข็ง ทันสมัย และเจริญก้าวหน้า สามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ภัยคุกคาม และปัญหาอุปสรรคนานัปประการ อันควรค่าจารึกไว้เป็นแบบฉบับของทหารอาชีพที่นายทหารรุ่นหลังจะได้สานต่อดำเนินรอยตามเพื่อดำรงไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์ศรีของการปฏิบัติด้านความมั่นคงของชาติ และเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาสต่อไป แม้จะต้องสิ้นสุดในหน้าที่ราชการแต่เชื่อว่าภาระหน้าที่ของความเป็นทหารจะยังคงฝังแน่นในจิตใจของทุกท่านอย่างไม่เสื่อมคลาย และขอมีส่วนร่วมจรรโลงกองทัพให้มีความเจริญก้าวหน้า ตลอดจนส่งเสริมภารกิจของกองทัพให้บรรลุจุดมุ่งหมายอย่างเช่นที่เคยปฏิบัติมา


“พวกเราขอให้คำมั่นว่า จะสืบสานอุดมการณ์ของพวกท่าน และทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อให้สังคมมีความปกติสุข มีความรักความสามัคคี อันเป็นจะพลังขับเคลื่อนประเทศชาติให้ก้าวหน้า ไปข้างหน้า อย่างมั่นคงต่อไป”พล.อ.ณรงค์พันธ์กล่าว


ด้านพล.อ.พรพิพัฒน์ เป็นตัวแทนกล่าวอำลาชีวิตราชการว่า การปฏิบัติราชการในกองทัพนับเป็นช่วงเวลาที่ภาคภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่ทหารของชาติและประชาชนตามปณิธานที่ตั้งไว้ เพื่อพิทักษ์รักษาเอกราช อธิปไตย ผลประโยชน์ของชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความจงรักภักดี โดยมุ่งอุทิศตนทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ สติปัญญา ดำเนินภารกิจของกองทัพให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ ร่วมแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติและพัฒนาสังคมให้มีความเป็นปึกแผ่นแน่นแฟ้น ซึ่งภาระหน้าที่ของทหารอันมีเกียรตินี้ เป็นสิ่งที่พวกเรายึดถือปฏิบัติตลอดไปแม้เกษียณอายุราชการ


“ผมมั่นใจว่าผู้ที่จะเกษียณอายุราชการทุกคนต่างล้วนสำนึกในคุณูปการกองทัพบกที่หล่อหลอมพวกเรามีจิตวิญญาณของความเป็นทหารอยู่ในสายเลือด มีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แม้ต้องอำลาชีวิตราชการจากกองทัพ แต่จิตวิญญาณของความเป็นทหารอาชีพยังฝังแน่นอยู่ในจิตใจและพร้อมที่จะเสียสละตนรับใช้กองทัพและประเทศชาติในทุกโอกาส ตลอดจนจะนำประสบการณ์ที่สะสมมาตลอดชีวิตรับราชการมาสนับสนุนการดำเนินการงานของกองทัพด้วยความเต็มใจตลอดไป ทั้งนี้จะเป็นกำลังใจให้กำลังพลที่ยังราชการอยู่ในกองทัพบกสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้สมกับที่ประชาชนให้ความเชื่อถือและไว้วางใจตลอดมา” พล.อ.พรพิพัฒน์ กล่าว

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563

"บางแคโมเดล" เทคโนโลยีและนวัตกรรมช่วยเหลือ-ดูแลผู้สูงอายุ

 


(23 ก.ย. 2563) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) แถลง ข่าวความร่วมมือการขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับการดูแลและให้บริการผู้สูงอายุในศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ (ศพส.) นำร่องใช้ที่ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ “บ้านบางแค” เป็นแห่งแรก หรือ “บางแคโมเดล” ก่อนขยายผลให้ครบทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ


ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ที่ปรึกษาอาวุโส สวทช.กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัยและมีแผนงานบูรณาการ ซึ่ง สวทช. และกรมกิจการผู้สูงอายุ ดำเนินงานร่วมกันมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2563 ได้นำร่องใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุ ที่ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแคเป็นแห่งแรก โดยหวังให้เป็น “บางแคโมเดล” ที่มีการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อดูแลผู้สูงอายุอย่างครบวงจร อาทิ การใช้เทคโนโลยี ระบบบริหารจัดการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ การเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและระบบเครือข่ายสำหรับระบบระบุตำแหน่งผู้สูงอายุ และระบบส่งเสริมสุขภาพและการเฝ้าระวังด้วยอุปกรณ์การบันทึกการเคลื่อนไหวแบบไร้สาย การติดตั้งและใช้งานเครื่องฝึกเดินแบบเคลื่อนที่ได้ และเครื่องออกกำลังกาย และฟื้นฟู เป็นต้น


อย่างไรก็ดี การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับผู้สูงอายุมาขยายผลการใช้ประโยชน์ เป็นต้นแบบในรูปแบบ “บางแคโมเดล” เพื่อนำไปเป็นต้นแบบในการดูแลผู้สูงอายุให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ก่อนขยายให้ครบ 12 ศพส.ในสังกัดของกรมกิจการผู้สูงอายุ เพื่อใช้ดูแลพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ตลอดจนเพื่อต่อยอดและ ขยายผลนวัตกรรมสู่ประชาชนกลุ่มเป้าหมายต่อไป


นางสุจิตรา พิทยานรเศรษฐ์ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กล่าวว่า การเริ่มต้นนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ เป็นการเพิ่มโอกาสที่ดีให้กับผู้สูงอายุที่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ดี และเป็นการเตรียมก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุที่คาดว่าปี 2564 สังคมไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ซึ่งจะมีจำนวนประชากรอายุ 60 ปี มากกว่าร้อยละ 20 ของประชากร ทั้งหมด.

สมอ. ทำงานทะลุเป้า เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม

 


22 ก.ย. 2563 นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในการแถลงผลการดำเนินงานของ สมอ. รอบปีงบประมาณ 2563 ว่า ปีนี้ สมอ. ยังคงมุ่งมั่นและทุ่มเทดำเนินงานด้านการมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง โดยสมอ. ได้ บกำหนดมาตรฐานทั้งสิ้น 310 มาตรฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ มาตรฐานกลุ่มผลิตภัณฑ์เหล็ก กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า กลุ่มนวัตกรรม กลุ่มสมุนไพร กลุ่มผลิตภัณฑ์ BCG (ไบโอ/ เซอร์คูลาร์/กรีน) หรือมาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงมาตรฐานด้านมลพิษยูโร 5 ยูโร 6 มาตรฐานเกี่ยวกับการป้องกัน PM 2.5 และมาตรฐานทางการแพทย์ป้องกันโควิด ฯลฯ


ขณะเดียวกัน สมอ. ยังออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการทั้งสิ้น 10,358 ฉบับ ประกอบด้วย มาตรฐานด้านโยธาและวัสดุก่อสร้าง จำนวน 2,249 ฉบับ ไฟฟ้า จำนวน 2,058 ฉบับ ยานยนต์และชิ้นส่วน จำนวน 4,378 ฉบับ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น โภคภัณฑ์ ยาง เครื่องมือแพทย์ จำนวน 1,673 ฉบับ ขณะที่การลงพื้นที่ตรวจสอบ การเฝ้าระวังการนําเข้า และตรวจติดตามการจําหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ในปีนี้สามารถตรวจจับสินค้าไม่ได้มาตรฐาน มูลค่ากว่า 1,050 ล้านบาท เป็นผลิตภัณฑ์เหล็ก มูลค่ากว่า 850 ล้านบาท รองลงมากลุ่มผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ไดร์เป่าผม เตารีด เต้ารับเต้าเสียบ พัดลม เตาปิ้ง เตาย่าง เป็นต้น มูลค่ากว่า 113 ล้านบาท และเป็นสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น หม้อทอด เตาปิ้งย่าง ที่มีการจําหน่ายผ่านทางออนไลน์ มูลค่ากว่า 50 ล้านบาท


สําหรับการตรวจติดตามการจําหน่ายสินค้าออนไลน์ สมอ. ได้ตรวจสอบร้านค้าออนไลน์แล้วจํานวน 1,118 ร้าน และลงพื้นที่ตรวจสอบร้านค้าอีกกว่า 4,000 ร้านค้า นอกจากนี้ยังได้สั่งเพิกถอนใบอนุญาตผู้ประกอบการนําเข้าสินค้าที่ สมอ. ควบคุม ซึ่งเป็นสินค้าที่หากไม่ได้มาตรฐานแล้ว จะส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ใช้ จํานวน 1,129 ฉบับ เนื่องจากไม่แจ้งข้อมูลการนําเข้าสินค้าที่ได้รับใบอนุญาตย้อนหลัง เพื่อป้องกันมิให้มีการลักลอบนําเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเข้ามาจําหน่าย เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคในประเทศ


"โดยการดำเนินการในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการพลิกประวัติศาสตร์การมาตรฐานของไทย ที่มีการกำหนดมาตรฐาน และออกใบอนุญาต มอก. มากที่สุดนับตั้งแต่มีการก่อตั้ง สมอ. ปีนี้ และการเพิกถอนใบอนุญาตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของการดำเนินงานด้านการมาตรฐาน ซึ่งที่ผ่านมา 50 ปี มีการเพิกถอนไปเพียง 1 ฉบับ"นายวันชัย กล่าว

"รมว.แรงงาน" ชม "ปลาวาฬ ศรีพันวา" ป้องสถาบัน ย้อน"ใครด่าพ่อแม่ จะยอมหรือไม่"



 (22 ก.ย.63) เมื่อเวลา13.20 น.ที่ทำเนียบรัฐบาลนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์หลังประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ถึงเสียงวิจารณ์เรื่องการถือหุ้นโรงแรมศรีพันวา จ.ภูเก็ต ของคณะกรรมการกองทุนประกันสังคม (สปส.) ภายหลังนายวรสิทธิ์ อิสสระ หรือปลาวาฬ เจ้าของโรงแรม ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยต่อแกนนำม็อบนักศึกษา ว่า


อำนาจของ รมว.แรงงาน ไม่ว่าจะเป็นใครไม่มีสิทธิ์ไปรับรู้เรื่องการลงทุน และการบริหารเงินของกองทุนสปส.ซึ่งเป็นเงินของผู้ประกันตน เพราะจะมี บอร์ด สปส.ที่มีปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน และกรรมการที่มีฝ่ายนายจ้างลูกจ้าง เลขาธิการ สปส.อยู่คณะกรรมการ ที่ดูแลอยู่


จากการสอบถามเรื่องดังกล่าวจากปลัดกระทรวงไม่ทราบว่าจะไปลงทุนอะไร เพราะจะทำเรื่องการอนุมัติกรอบลงทุนตามกรอบและระเบียบว่าจะลงทุนในความเสี่ยงได้กี่เปอร์เซ็นต์ จึงได้ถามไปที่บอร์ดลงทุนที่มีผู้จัดการกองทุนซึ่งสปส.จ้างมาเพื่อบริหารกองทุนโดยทราบว่าจะมีรายได้จากการลงทุนทุกอย่างกว่า 5 เปอร์เซ็นต์


ซึ่งการลงทุนในโรงแรมศรีพันวา ทราบว่าดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2556 ในขนาดที่บอร์ดชุดปัจจุบันที่ตั้งขึ้นมาคือปลายปี 2558 ดังนั้นการลงทุนจึงเกิดก่อนบอร์ดที่ตั้งขึ้นมา และเรารู้แค่ว่าคนที่จะมารับบริหารลงทุนมีการรับประกันผลตอบแทน


เมื่อถามว่าภายหลังมีกระแสให้บอยคอตไม่เข้าพักในโรงแรม ทางสปส. จะมีการทบทวนการลงทุนด้วยหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า การลงทุนของสปส. ที่ผ่านมาเป็นการทุนในภาพใหญ่ ส่วนการลงทุนที่มีความเสี่ยงจะลงทุนไม่มาก และที่ผ่านมาลงทุน 500 กว่าล้านบาท


จากวันที่ลงทุนจนถึงวันนี้ได้กำไร 200 กว่าล้านบาท และในช่วงนี้ธุรกิจโรงแรมได้รับผลกระทบจากโควิด -19 ถือเป็นเรื่องปกติที่ผลประกอบการจะขาดทุน ส่วนเรื่องความเสี่ยงในการลงทุน ขอย้ำว่าเราไม่ได้ลงทุนเป็น 1-2 หมื่นล้านบาทเราลงทุนแค่ 500 ล้าน และได้กำไรมา 200 กว่าล้านบาท


“ประเด็นของโรงแรมศรีพันวา เป็นการแสดงความเห็นส่วนตัวของผู้บริหารโรงแรม ถือเป็นสิทธิเสรีภาพของเขาไม่เกี่ยวกับการลงทุน และผมคิดว่าคนที่รักสถาบันมีเยอะแยะ ก็น่าจะไปพักโรงแรมดังกล่าวนี้เยอะ ผมอยากให้มองมุมกลับ คนที่รักสถาบันทั้งประเทศ ก็คาดว่าจะไปพักโรงแรมนี้


ส่วนการลงทุนขอย้ำว่าจะไปสั่งให้ สปส. เลิกลงทุนผมสั่งไม่ได้ และขณะเดียวกันก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับโรงแรมด้วย เพราะถ้าเรามีธุรกิจก็มีสิทธิ์จะวิจารณ์ เรานึกถึงสิ่งที่เราเคารพนับถืออยู่และเทิดทูนในประเทศไทย


เปรียบเหมือนใครด่าพ่อแม่เราก็จะโกรธใช่หรือไม่ ถือเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นการแสดงออกของนายวรสิทธิ์ ไม่ได้บอกว่าใครถูกใครผิด แต่ถือเป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพ และชื่นชมที่นายวรสิทธิ์ กล้าพูดในสิ่งที่คิด” นายสุชาติ กล่าว